ในชีวิตของคนเรา ไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่งจะได้รับฟังข่าวร้ายที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล วินาทีที่แพทย์แจ้งผลวินิจฉัยว่าเป็น "โรคร้าย" ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคเรื้อรังรุนแรงอื่นๆ โลกทั้งใบเหมือนพังทลายลงมาในพริบตา ความรู้สึกช็อก ปฏิเสธความจริง โกรธ และความเศร้าโศกอย่างดิ่งลึกจะถาโถมเข้ามาจนตั้งรับไม่ทัน การรับมือกับมรสุมอารมณ์ในสภาวะเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การรู้วิธีจัดการกับความเศร้าและปลุกพลังใจให้กลับมาสู้ต่อ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ ความวิตกกังวลมักเกิดจากการคิดไปไกลในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ลองหันมาโฟกัสกับ "วันนี้" ทำวันนี้ให้ดีที่สุด กินให้อิ่ม นอนให้หลับ และมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ รอบตัวในแต่ละวัน
ยอมรับและอนุญาตให้ตัวเอง "เศร้า" ได้ สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ ความเศร้า ความกลัว และความอ่อนแอ ไม่ใช่เรื่องผิด การร้องไห้ไม่ได้แปลว่าคุณยอมแพ้ แต่เป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกายและจิตใจในการระบายความอัดอั้น จงอนุญาตให้ตัวเองได้ร้องไห้ ได้โกรธ หรือได้กลัว แต่ในขณะเดียวกัน ต้องตั้งลิมิตให้อารมณ์เหล่านี้ ไม่ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งอยู่กับความมืดมนจนละเลยการดูแลตัวเอง ปรับมุมมองและเปลี่ยนโฟกัสเมื่อจิตใจเริ่มนิ่งขึ้น ให้ลองเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อโรค แม้เราจะเลือกไม่เป็นโรคไม่ได้ แต่เราเลือกวิธีที่จะอยู่กับมันได้ การจมอยู่กับคำถามที่ไม่มีคำตอบมีแต่จะบั่นทอนพลังงาน ลองเปลี่ยนมาโฟกัสที่สิ่งที่เราควบคุมได้ เช่น แผนการรักษา การทานอาหาร และการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ในการดูแลตัวเองเมื่อเป็น
มะเร็ง ตับ ระยะ แรก เปิดใจรับความช่วยเหลือและสร้างกัลยาณมิตร การเผชิญโรคร้ายเพียงลำพังอาจทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวเกินไป การมี "ระบบสนับสนุน" (Support System) ที่ดีจะช่วยพยุงจิตใจเราได้มาก ม่ว่าจะเป็นครอบครัว คนรัก หรือเพื่อนสนิท การได้พูดสิ่งที่ติดค้างในใจออกไปจะช่วยลดความกดดันในอกได้อย่างน่าอัศจรรย์ การได้พูดคุยกับผู้ที่เผชิญโรคเดียวกัน จะทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้เดินอยู่อย่างโดดเดี่ยว การได้เห็นคนที่เคยผ่านจุดที่ยากลำบากมาได้และมีชีวิตอยู่ต่อ จะเป็นแรงบันดาลใจและพลังใจชั้นเยี่ยม แม้ร่างกายจะเจ็บป่วย แต่จิตใจของเรายังเป็นอิสระ จงหากิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุขและเบี่ยงเบนความสนใจจากโรคภัยไข้เจ็บ เช่น การฟังเพลงเบาๆ การวาดภาพ การอ่านหนังสือสร้างแรงบันดาลใจ หรือการทำงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่ร่างกายเอื้ออำนวย กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นการหลั่งสารแห่งความสุข ซึ่งส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยตรง การรับทราบว่าเป็นโรคร้ายเปรียบเสมือนการเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ที่สมบุกสมบัน แต่อยากให้ระลึกไว้เสมอว่า "ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" ร่างกายที่อ่อนแอสามารถเยียวยาได้ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ แต่จิตใจที่เข้มแข็งต้องสร้างขึ้นด้วยตัวเราเอง